เทศกาลรับน้อง ตอนที่ 2

posted on 22 May 2008 08:11 by pipejazz

หลายคนอาจจะมองว่าการรับน้องนั้นไร้สาระ ไม่มีประโยชน์

บ้างก็มองว่าใช้ความรุนแรง โหดร้ายทารุณ แกล้งรุ่นน้อง

จะอย่างไรก็แล้วแต่ ผมก็มองว่าทุกอย่างก็มีทั้งคุณและโทษ

ขึ้นอยู่ที่ว่าใครเป็นคนใช้ และวิธีในกาใช้ ซะมากกว่า

แต่สำหรับผมที่เรียนดนตรี ซึ่งเป็นคณะที่โดดเดี่ยว ไม่มีโอกาสได้เรียนรวมกับคณะอื่นๆ

จึงถือเป็นโอกาสดีที่เข้ารับน้อง เพราะอย่างน้อยเราก็รู้จักกับคณะอื่นๆมากขึ้น

ได้รู้จักเพื่อนใหม่ เพื่อนของเพื่อนๆ เพื่อนของเพื่อนใหม่ เพื่อนใหม่ของเพื่อนใหม่

จากการรับน้อง  อีกหลายโหลทีเดียว

ใครจะรู้ว่าการรู้จักเพื่อนหมอ จะทำให้นักดนตีอย่างเรามีงานเข้ามาพอสมควร

เช่นการได้ไปเล่นตามโรงพยาบาลที่เพื่อนผมทำงานอยู่

เวลาเพื่อนผมจะจัดกิจกรรมในโรงพยาบาล แล้วต้องมีดนตรีสดเค้ามักจะนึกถึงผมเสมอ

ผมเลยมีโอกาสได้ไปเล่นอยู่เรื่อยๆ

 

เด๋วไปไกลกลับมาเล่าเรื่องรับน้องของ ม.มหิดลต่อดีกว่า

วันแรก จะเป็นวันศุกร์ ทุกคณะในมหาลัยฯ จะเข้าปฐมิเทศในตอนเช้า

ยกเว้นบางคณะ เช่น คณะดนตรีอย่างผม เพราะถือว่าปฐมนิเทศแยกไปก่อนหน้านี้แล้ว

ถ้าใครมีโอกาสเข้าไปในหอประชุมจะพบว่าเป็นวันที่นักศึกษาอยู่กันพร้อมหน้าเยอะที่สุด

ในชุดที่ถูกระเบียบมากที่สุดด้วย พบเพื่อนนักศึกษาสาวบางคนหน้าตาธรรมดา (เค้าเรียกว่าหน้าตาบ้านๆใช่ป่ะ)

หลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือนคุณจะเห็น เธอค่อยๆขาวขึ้น สวยขึ้น เหมือนในโฆษณา

เพราะอะไรนะหรอ  เพราะว่าหลายคนมาจากต่างจังหวัด ไม่สนใจแต่ตัวสักเท่าไหร่

พอมีโอกาสเจอเพื่อนใหม่ที่เป็นชาวกรุง ก็พากันเห็นสวยงามแต่อย่างสาวกรุงบ้าง

 

เล่าถึงไหนแล้วเนี่ย

อ่อ

เล่าต่อๆ

หลังจากช่วงเช้าที่เป็นพิธีการ ช่วงบ่าย พี่ๆก็จะมาจัดน้องแบ่งกลุ่มน้องๆ

ซึ่งจะมีกลุ่มประมาณ 40 กว่ากลุ่ม กลุ่มละหลายสิบชีวิต

พี่กลุ่มพาน้องๆแยกย้ายไปตามพื้นที่ที่แต่ละกลุ่มได้จัดเตรียมไว้ กระจายไปทั่วทั้งมหาลัยฯ

เป็นช่วงที่ รปภ. แต่ละตึกเรียน ดูจะงานเข้ามากที่สุดในรอบปี

ต้องทนกับเสียงร้องเพลงและท่าเต้นแปลก ทั้งวันทั้งคืน ไม่ได้นอนตบยุงเหมือนช่วงปกติ

หลังจากแยกกลุ่ม พี่ๆก็จะแจกผ้าดิบผืนใหญ่ และ สีทาบ้านกระป๋องเล็ก หลายสี

แล้วให้น้องๆระดมความคิดเพื่อจะเขียนป้ายไปประท้องก่อม๊อบ เอ้ยไม่ใช่ๆ

เขียนเกี่ยวการรณรงค์ ซึ่งในแต่ละปีก็จะต่างออกไปบ้าง

เช่น อาจจะรณรงค์เรื่องยาเสพติด ให้มาติดยามากเข้า ฮาๆ ไม่ใช่ๆ

เรื่องความสะอาด เรื่องภาวะโลกร้อน แล้วแต่คอนเซปต์ ของแต่ละปี

ซึ่งการเขียนก็จะได้รับแปรงสีมาไม่กี่อัน มันไม่ทันใจวัยรุ่นใจร้อนอย่างผมและเพื่อนๆ

จึงไม่พ้นนิ้วมือทั้งห้านิ้ว จุ่มลงไปในกระป๋องสีแล้วเริ่มใช้วิชาศิลปะที่เคยร่ำเรียนมาตอนวัยเยาว์

ละเลงสีจนทั่วทั้งพื้นผ้า ก็รอสีแห้ง จึงมีโอกาสแว้บๆไปดูกลุ่มอื่นๆ

แล้วจึงพบว่าไอ้ที่เราวาดๆกันลงไปทำไมมันสวยสู้กลุ่มอื่นได้เลย  - -"

ผลงานชิ้นโบว์แดงของพวกเรา กลายเป็นชิ้นโบว์ดำไปทันที ฮาๆ

หลังจากเลอะเทอะด้วยสีไปทั้งมือทั้งแขน บางคนยังกับย้อมสีผม เลอะไปทั้งหัว ท่าทางจะทุ่มเทมากๆ

ก็แยกย้ายไปอาบน้ำแต่งตัว กินข้าวเย็น

มาพร้อมด้วยชุดนักศึกษาที่เรียบร้อยอีกครั้ง เพราะค่ำคืนนี้

นักศึกษาใหม่ทุกคน เราถึงคณะดนตรีอย่างผมด้วย 

จะมีโอกาสปฏิญาณ ร่วมกันต่อหน้าพระบรมรูปของพระบิดา หน้าตึกอธิกาบดี

แล้วจะมาต่อ ตอนที่ 3 นะครับ..............

 

 

edit @ 28 May 2008 01:40:16 by pipejazz

เทศกาลรับน้อง ตอนที่ 1

posted on 22 May 2008 00:28 by pipejazz

อีกเพียงไม่กี่วันก็จะเป็นวันเปิดภาคเรียนใหม่ ของหลายมหาวิทยาลัย

หลังจากที่เงียบเหงาในช่วงปิดเทอม มาเกือบๆ 3 เดือน

เสียงรถของผู้ปกครองที่ทยอยมาส่งนักศึกษาใหม่เข้าหอพัก พร้อมด้วยสัมภาระต่างๆมากมาย (บ้างว่า สัมภารก บ้างก็ว่า บ้าหอบฟาง)

ซึ่งหลายคนไม่เคยจากบ้านมาไกล บางคนไม่เคยอยู่คนเดียว ต้องมาอาศัยร่วมกันในหอพักกับคนอื่นที่ไม่รุ้จักมักคุ้น

 เสียงกลอง (คณะ ฉิ่ง ฉาบ ทัวร์) ที่บรรดารุ่นพี่ตั้งหน้าตั้งตาซ้อมมาเป้นอย่างดี ล่องลอยมาพอได้สัมผัสกลิ่นอายการรับน้องของปีนี้

มหาลัยฯชานเมือง อย่าง ม.มหิดล ศาลายา นั้น การรับน้องถือเป้นสีสันที่น่าสนใจของมหาลัยฯอย่างมาก

รวมถึงพ่อค้าแม่ขาย ร้านอาหาร พากันยิ้มแก้มปริกันเลยทีเดียว

ที่ ม.มหิดล นั้นจะมีการรับน้องรวมทั้งมหาลัยฯ ด้วยกัน 3 วัน

แล้วจะมาต่อตอนหน้านะครับว่าแต่ละวันมีอะไรน่าสนใจบ้าง.....

 

ยุคข้าวยากหมากแพง - -"

posted on 29 Apr 2008 21:55 by pipejazz

-1-

ตอนเด็กๆผมมักจะได้ยินพ่อเล่าให้ฟังว่า

เมื่อก่อนสมัยพ่อยังเด็กๆก๋วยเตี๊ยวชามละ ไม่กี่บาท (จำไม่ได้แล้วอ่ะว่ากี่บาทแต่ไม่น่าจะเกิน 5 บาท)

 

-2-

หลายครั้งหลายครา ผมมักฝากท้องไว้กับร้านอาหารรถเข็นริมทาง

ไม่ว่าจะเป็น ข้าวหูมแดง-หมูกรอบ ข้าวมันไก่ ข้าวขาหูม ก๋วยเตี๊ยวหมูน้ำตก บะหมี่เกี๊ยว

ราคาก็จะอยู่ที่จาน(ชาม)ละ 20-25 บาท

แต่หลังสงกรานต์ ที่ผ่านมา ผมเพิ่งจะสังเกตว่าร้านแต่ละร้านพากันขึ้นราคากัน

จากข้าวมันไก่ 20 ก็เป็น 25

ราดหน้าเส้นหมี่ห่อไข่ 25 ก็เป็น 30

ที่ขึ้นราคาหนักๆก็เห็นจะเป็นพวกหอยทอด ออส่วน จาก 30-40 กลายเป็น 50-70 บาท เข้าไปแล้ว

 

-3-

พ่อของผมผ่านเวลาจากอาหารจานละไม่เกิน 5 - 10 บาท กลายเป็น 30 - 40 บาท ไปแล้ว

 

-4-

อีกไม่กี่ปีข้างหน้าผมว่าคงจะได้เห็นร้านอาหารรถเข็นริมทาง ที่ขายจานละ 30 - 40 บาท

กลายเป็น 70 - 80 บาท อย่างแน่นอน

 ......แพงได้อีก........